บทที่ 10 หรือจะเรียก 'พี่ภิภพ' ก็ได้นะ ผมไม่ถือ

เช้าวันเสาร์ที่แสนสดใส แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาตกกระทบเปลือกตาของคนที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียงนอนขนาดสามฟุตครึ่ง ‘กะทิ’ พลิกตัวหนีแสงแดด ซุกหน้าลงกับหมอนนุ่มนิ่มด้วยความขี้เซา เมื่อคืนเธอนั่งเห่อโต๊ะทำงานใหม่จนลืมดูเวลา กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตีสาม การได้นอนตื่นสายในวันหยุดจึงเป็นรางวัลที่ล้ำค่าที่สุดในโลกสำหรับมนุษย์ฟรีแลนซ์

เสียงนกร้องจิบๆ นอกหน้าต่างฟังดูรื่นรมย์ แต่เสียงที่ดังแทรกขึ้นมาทำลายความสงบสุขนั้นไม่ใช่เสียงธรรมชาติ ครืดดด... ครืดดด... โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงสั่นครืดคราดพร้อมเสียงเรียกเข้าที่ตั้งไว้สำหรับลูกค้า กะทิขมวดคิ้วทั้งที่ยังหลับตา มือควานหาโทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิด

"ใครโทรมาแต่เช้านะ... ร้านยังไม่เปิดสักหน่อย"

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดรับสายโดยไม่ได้ดูชื่อคนโทร "สวัสดีค่ะ กะทิช็อปยินดีให้บริการค่ะ..." เสียงของเธอแหบพร่าและงัวเงียสุดขีด

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยตอบกลับมา พร้อมกับน้ำเสียงที่ฟังดูสดใสผิดมนุษย์มนา "ร้านเปิดสิบโมงไม่ใช่เหรอครับแม่ค้า... นี่มันเพิ่งเก้าโมง"

กะทิลืมตาโพลงทันทีที่จำเสียงนั้นได้ "คุณหมอ?" เธอรีบเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้าชี้ฟูไม่เป็นทรง "คะ... คุณหมอภิภพเหรอคะ? มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่าคะ?"

"ผมไลน์ไปแล้ว คุณไม่อ่าน" เขาตอบเรียบๆ ราวกับกำลังรายงานผลตรวจคนไข้ "รถคุณซ่อมเสร็จแล้วนะ ช่างที่ศูนย์โทรมาแจ้งผมเมื่อกี้"

"อ๋อ... ค่ะ เสร็จแล้วเหรอคะ เร็วจัง" กะทิพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติ พลางเอามือลูบผมยุ่งๆ ของตัวเอง "งั้นเดี๋ยวกะทิอาบน้ำแต่งตัวแล้วจะนั่งวินไปเอานะคะ ขอบคุณคุณหมอมากที่ช่วยธุระให้"

"ไม่ต้องนั่งวิน" น้ำเสียงเผด็จการเริ่มทำงานทันทีโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย "อีกหนึ่งชั่วโมง ผมจะไปรับที่หน้าบ้าน"

"คะ? มะ... ไม่ต้องค่ะคุณหมอ!" กะทิรีบปฏิเสธเสียงหลง "กะทิเกรงใจค่ะ แค่นี้ก็รบกวนจะแย่แล้ว กะทิไปเองได้จริงๆ ค่ะ เรียก Grab ก็แป๊บเดียว"

"Grab มันแพง... เก็บเงินไว้จ่ายค่าซ่อมรถเถอะ" เขาให้เหตุผลที่ฟังดูมีน้ำหนัก "อีกอย่าง ศูนย์ซ่อมมันอยู่ไกล แล้วผมก็ต้องเข้าไปเซ็นเอกสารเอารถออกให้คุณด้วย เพราะผมเป็นคนแจ้งซ่อม ไปด้วยกันนี่แหละ ง่ายดี"

"แต่ว่า..."

"ผมกำลังจะออกจากบ้าน อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงเจอกันครับ เตรียมตัวให้พร้อม อย่าสายล่ะ"

ติ๊ด!

สัญญาณถูกตัดไปดื้อๆ ทิ้งให้กะทินั่งอ้าปากค้างอยู่บนเตียง โทรศัพท์ยังแนบหูแต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ "อะไรของเขาเนี่ย... ฮัลโหล? คุณหมอ?" กะทิมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับไปแล้วด้วยความงุนงงปนโมโห "เผด็จการ! จอมบงการที่สุด! คิดจะมารับก็มา คิดจะวางก็วาง นี่เห็นฉันเป็นคนไข้หรือเป็นลูกน้องเนี่ย!"

บ่นไปก็เท่านั้น เพราะเวลากำลังเดินถอยหลังอย่างไม่ปรานี กะทิกระโดดลงจากเตียง คว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความเร็วแสง หนึ่งชั่วโมงสำหรับผู้หญิงที่จะต้องสระผม เป่าผม แต่งหน้า แต่งตัว... มันคือนรกชัดๆ!

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

รถรถเบนซ์คันหรูสีดำเงาวับ เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบท่าที่หน้าบ้านปูนชั้นเดียวตรงเวลาเป๊ะราวกับจับวาง กะทิที่เพิ่งใส่รองเท้าผ้าใบเสร็จ รีบคว้ากระเป๋าสะพาย วิ่งออกมาเปิดประตูรั้ว "ยายจ๋า! กะทิไปเอารถก่อนนะ เดี๋ยวรีบกลับมา!"

"จ้าๆ ให้พ่อหมอขับรถดีๆ นะลูก" เสียงยายจำปีตะโกนไล่หลังมาอย่างอารมณ์ดี

กะทิเปิดประตูรถเบนซ์ขึ้นไปนั่งฝั่งข้างคนขับ กลิ่นหอมสะอาดแบบผู้ดีผู้ดีลอยมาต้อนรับเธอเหมือนเคย แต่วันนี้... มีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม

คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ไม่ได้อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตผูกไท หรือชุดกาวน์สีขาวที่ดูน่าเกรงขาม วันนี้หมอภิภพสวมเสื้อโปโลสีน้ำเงินเข้มพอดีตัวที่ขับผิวขาวจัดของเขาให้ดูโดดเด่น สวมกางเกงยีนส์สีซีดทรงกระบอกเล็ก และรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา ผมที่ปกติจะเซตเปิดหน้าผากเรียบกริบ วันนี้ปล่อยลงมาปรกคิ้วเล็กน้อยตามธรรมชาติ แถมบนจมูกโด่งยังสวมแว่นกันแดดทรง Aviator สีชา

ภาพตรงหน้าทำเอากะทิชะงักไปสามวินาที ‘หล่อ...’ คำคำเดียวผุดขึ้นมาในหัวแบบห้ามไม่อยู่ ปกติเขาก็ดูดีอยู่แล้วในมาดผู้บริหาร แต่พอแต่งตัวลำลองแบบนี้ เขาดูเด็กลงไปเป็นสิบปี ดูเหมือนรุ่นพี่หนุ่มๆ มากกว่าอาจารย์หมอวัยสี่สิบสอง

"มองอะไรครับ? หน้าผมมีอะไรติดเหรอ?" หมอภิภพถอดแว่นกันแดดออก หันมาถามยิ้มๆ เมื่อเห็นคนข้างๆ นั่งจ้องตาค้าง

"ปะ... เปล่าค่ะ!" กะทิสะดุ้ง รีบหันหน้าหนีมองไปทางหน้ารถ แก้มร้อนผ่าว "แค่... ไม่คุ้นค่ะ ปกติเห็นคุณหมอใส่แต่เชิ้ต"

"วันหยุดครับ... ให้ผมพักผ่อนจากการเป็นหมอบ้างเถอะ" เขาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเข้าเกียร์ออกรถ "คาดเข็มขัดด้วยครับ"

"ค่ะ..." กะทิรีบดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด "จริงๆ คุณหมอไม่น่าลำบากมารับเลยนะคะ กะทิไปเองได้จริงๆ" เธอยังไม่วายบ่นอุบอิบ

"ทางผ่านครับ" เขาตอบหน้าตาย สายตายังคงมองตรงไปที่ถนนเบื้องหน้า

"ทางผ่านอะไรคะ ศูนย์ซ่อมอยู่บางนา บ้านหรือคอนโดคุณหมออยู่สุขุมวิท คนละทิศเลย" กะทิเถียงทันควัน เธอเช็กโลเคชันมาแล้วเมื่อกี้ตอนแต่งหน้า

หมอภิภพชะงักไปนิดหนึ่ง แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย "ผมมีธุระแถวนั้นพอดี... จะไปดูอะไหล่รถ" แถ... แถสดๆ สีข้างถลอกหมดแล้ว แต่ใครจะกล้าจับผิดเจ้าของรถเบนซ์คันละหลายล้าน

ตลอดการเดินทาง กะทิพยายามนั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่สุด แต่หมอภิภพในโหมดวันหยุดดูจะช่างคุยกว่าปกติ เขาถามเรื่องงาน เรื่องการขายของออนไลน์ ถามว่าใช้โต๊ะใหม่ถนัดไหม ซึ่งกะทิก็ตอบขอบคุณไปแบบแกมประชดนิดๆ เรื่อง 'ผู้โชคดี' แต่เขาก็ทำหูทวนลม บรรยากาศในรถดูผ่อนคลายกว่าทุกครั้ง จนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าสู่ศูนย์บริการซ่อมรถยนต์ครบวงจรขนาดใหญ่

ณ ศูนย์บริการรถยนต์ (Premium Garage)

กะทิมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ที่นี่ไม่ใช่แค่อู่ซ่อมรถธรรมดา แต่เป็นศูนย์บริการระดับพรีเมียมที่มีแต่รถยุโรปราคาแพงจอดเรียงราย ทั้งปอร์เช่ บีเอ็มดับเบิลยู และเบนซ์รุ่นใหม่ล่าสุด รถอีโคคาร์คันเล็กของเธอจอดสงบนิ่งอยู่ตรงลานส่งมอบรถ ดูเงางามวิบวับเหมือนรถใหม่ป้ายแดง ท่ามกลางดงซูเปอร์คาร์

"โห... ขัดสีให้ด้วยเหรอเนี่ย" กะทิอุทานเบาๆ

"ลงไปดูกันครับ" หมอภิภพดับเครื่องยนต์ เดินนำเธอเข้าไปในส่วนต้อนรับ พนักงานต้อนรับในชุดยูนิฟอร์มดูดียกมือไหว้ต้อนรับอย่างนอบน้อม "สวัสดีครับคุณหมอภิภพ รถเรียบร้อยแล้วนะครับ จอดรออยู่ด้านหน้าเลย"

"ครับ ขอบคุณมาก" หมอพยักหน้า

กะทิเดินไปที่เคาน์เตอร์การเงิน เธอเตรียมใจมาแล้วว่ายอดต้องสูงแน่ๆ เพราะเล่นเข้ามาทำในศูนย์หรูขนาดนี้ แถมยังมีค่าบริการขัดสีฉวีวรรณอีก เธอหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เตรียมบัตรเครดิตใบเก่งไว้ในมือ "ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไหร่คะ?" เธอถามพนักงาน

พนักงานหนุ่มยิ้มหวาน พิมพ์ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์สักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา "อ๋อ รายการนี้... คุณหมอภิภพจัดการเรียบร้อยแล้วครับ"

"คะ?" กะทิร้องเสียงหลง มือที่ถือบัตรเครดิตชะงักค้าง เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ "จัดการ... หมายถึงจ่ายแล้วเหรอคะ?"

"ใช่ครับ คุณหมอรูดบัตรไปตั้งแต่เมื่อเช้าตอนโทรมาคอนเฟิร์มครับ" พนักงานยื่นใบเสร็จรับเงินใบยาวเหยียดให้ดู "รายการมีเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ เปลี่ยนไดชาร์จ ถ่ายน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ เช็กช่วงล่าง แล้วก็แถมขัดเคลือบสีรอบคันครับ"

กะทิรับใบเสร็จมาดู มือไม้สั่นเทา สายตาไล่ไปที่ยอดรวมด้านล่าง ยอดสุทธิ: 18,500 บาท (ชำระแล้ว)

ตัวเลขเกือบสองหมื่นบาททำเอากะทิหน้ามืด ไม่ใช่เพราะความเสียดายเงิน แต่เพราะความรู้สึกที่เหมือนโดนตบหน้าด้วยความหวังดี เธอหันขวับไปมองร่างสูงใหญ่ที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ยืนดูโมเดลรถอยู่อีกมุมหนึ่งของโชว์รูม ท่าทางสบายใจเฉิบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาทันที ไม่ใช่โกรธที่เขาช่วย แต่โกรธที่เขาไม่เคารพคำพูดของเธอ และทำให้เธอรู้สึกด้อยค่า เธอเดินตรงดิ่งเข้าไปหาเขาทันที

"คุณหมอคะ!" เสียงของกะทิแข็งกร้าวผิดปกติ จนหมอภิภพต้องละสายตาจากโมเดลรถหันมามอง "ครับ?"

"เราต้องคุยกันค่ะ... เดี๋ยวนี้เลย" เธอกำใบเสร็จในมือแน่น เดินนำออกไปที่ลานจอดรถด้านนอก โดยมีหมอภิภพเดินตามออกมาด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย

"มีอะไรหรือเปล่าครับ? รถมีปัญหาเหรอ?" เขาถามเมื่อเดินมาถึงรถของเธอ

กะทิหันกลับมาเผชิญหน้าเขา สูดหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์ "ทำไมคุณหมอทำแบบนี้คะ?" เธอยื่นใบเสร็จให้เขาดู "กะทิบอกแล้วใช่ไหมคะว่าเรื่องซ่อมรถ กะทิจะจัดการเอง... กะทิพูดชัดเจนแล้วนะคะวันที่คุณหมอไปส่งที่บ้าน"

หมอภิภพมองใบเสร็จ แล้วถอนหายใจเบาๆ เขาขยับแว่นกันแดดที่เหน็บคอเสื้อเล็กน้อย "ผมเห็นว่ามันต้องเปลี่ยนหลายอย่าง แบตเตอรี่ลูกเก่าของคุณมันเสื่อมสภาพมาก ไดชาร์จก็ไหม้... ผมก็เลยจัดการให้ทีเดียว จะได้จบๆ ไม่ต้องมาเสียเวลาหลายรอบ"

"นั่นไม่ใช่ประเด็นค่ะ!" กะทิเสียงดังขึ้นนิดหนึ่ง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว "ประเด็นคือ... หมอทำให้กะทิรู้สึกแย่" "หมอทำให้กะทิรู้สึกเหมือนเป็นขอทาน... เหมือนเป็นคนไร้ความสามารถที่ดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องคอยให้ผู้ชายรวยๆ มาจ่ายเงินให้"

หมอภิภพหน้าเสียทันทีที่ได้ยินคำนั้น แววตาขี้เล่นเมื่อครู่หายไป กลายเป็นความเคร่งเครียดและความตกใจ "กะทิ...ผมไม่เคยคิดแบบนั้น" เขาก้าวเข้ามาหาเธอ แต่กะทิถอยหลังหนี

"กะทิมีศักดิ์ศรีนะคะคุณหมอ" เสียงเธอสั่นเครือ "กะทิทำงานหาเงินเองได้ ถึงจะไม่ได้รวยล้นฟ้าเหมือนคุณหมอ แต่กะทิก็ไม่เคยอยากได้ของใครฟรีๆ... เก้าอี้ตัวนั้นกะทิก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว นี่มาจ่ายค่าซ่อมรถให้อีกเกือบสองหมื่น หมอจะให้กะทิเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ?"

บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน หมอภิภพยืนนิ่ง มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิดจับใจ เขาชินกับการใช้เงินแก้ปัญหา ชินกับการเป็นผู้ให้ ชินกับการดูแลคนอื่นจนลืมคิดไปว่า... บางครั้งความหวังดีที่มากเกินไป มันก็ไปลดทอนความภาคภูมิใจของผู้รับ

"ผมขอโทษ..." เขาเอ่ยเสียงเบา แต่หนักแน่นและจริงใจ "ผมไม่ได้คิดจะดูถูกคุณ... ผมสาบานได้" "ผมแค่เป็นห่วง"

เขาถอดแว่นกันแดดออกจากคอเสื้อมาถือไว้ จ้องตาเธอตรงๆ "วันที่ฝนตก ผมเห็นคุณติดอยู่ในรถคนเดียว มืดก็มืด อันตรายก็อันตราย... ผมแค่กลัวว่าถ้าซ่อมไม่ดี หรือใช้อะไหล่ไม่ดี คุณจะต้องไปรถเสียกลางทางที่ไหนอีก" "ผมแค่อยากให้คุณปลอดภัย... เงินแค่นี้แลกกับความปลอดภัยของคุณ สำหรับผมมันคุ้มค่ามาก"

คำว่า 'เป็นห่วง' และสายตาที่เว้าวอนของเขา ทำให้ความโกรธของกะทิละลายหายไปเกือบครึ่ง เหลือทิ้งไว้เพียงความอึดอัดใจ "แต่กะทิก็รับไว้เฉยๆ ไม่ได้หรอกค่ะ... มันมากเกินไป" เธอก้มหน้ามองพื้น "กะทิจะผ่อนคืนให้นะคะ อาจจะใช้เวลาหน่อย แต่กะทิจะคืนให้ครบทุกบาท"

หมอภิภพมองท่าทีดื้อรั้นแต่ทระนงตัวของเธอแล้วอดชื่นชมไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้... ซื้อไม่ได้ด้วยเงินจริงๆ และนั่นยิ่งทำให้เขาชอบเธอมากขึ้นไปอีก

"โอเค..." เขายกมือยอมแพ้ "ถ้าคุณไม่สบายใจที่จะรับฟรีๆ... งั้นผมขอเปลี่ยนหนี้ก้อนนี้ เป็นอย่างอื่นแทนได้ไหม?"

กะทิเงยหน้าขึ้นมอง "อะไรคะ?" "ผมไม่รับเงินคืน...ผมขี้เกียจมานั่งเช็กยอดโอน" เขาแกล้งทำเสียงเข้ม "แต่คุณต้องเลี้ยงข้าวผมเป็นการไถ่โทษ เอ้ย เป็นการใช้หนี้"

"เลี้ยงข้าว?"

"ใช่ มื้อนี้คุณเลี้ยง ผมเลือกร้านเอง" เขายิ้มเจ้าเล่ห์ "และอาจจะต้องเลี้ยงอีกหลายมื้อจนกว่าผมจะพอใจ...ตกลงไหม?"

กะทิคำนวณในใจ ค่าซ่อมรถเกือบสองหมื่น เลี้ยงข้าวมื้อหนึ่งคงไม่กี่พัน (มั้ง) ถึงจะต้องเลี้ยงหลายมื้อ ก็ยังดีกว่ารับเงินมาฟรีๆ อย่างน้อยเธอก็ได้ตอบแทนเขาบ้าง "ก็ได้ค่ะ... งั้นมื้อนี้กะทิเลี้ยงเอง หมออยากกินอะไรคะ?"

"เดี๋ยวไปถึงก็รู้" หมอภิภพดูนาฬิกา "เที่ยงพอดี ไปกันเถอะ ผมหิวจนจะกินรถคุณได้ทั้งคันแล้ว"

กะทิพยักหน้า เธอล้วงกุญแจรถอีโคคาร์ของตัวเองออกมา "งั้นเดี๋ยวกะทิขับตามไปนะคะ ร้านอยู่แถวไหนคะ?"

หมอภิภพขมวดคิ้ว "จะขับไปทำไมสองคัน?"

"อ้าว... ก็กะทิต้องเอารถกลับบ้านนี่คะ"

"จอดไว้นี่แหละ" เขาชี้ไปที่รถเธอ "เดี๋ยวขากลับค่อยมาเอา หรือไม่เดี๋ยวผมให้ลูกน้องของที่นี้ขับไปส่งที่บ้าน" "ไปด้วยกันคันเดียวนี่แหละ ง่ายกว่า"

"แต่ว่า..."

"กะทิครับ..." หมอภิภพทำเสียงดุแบบคุณครูฝ่ายปกครอง "เรากำลังจะไปที่เดียวกัน ร้านอาหารมันก็ไม่ได้มีที่จอดรถเยอะแยะ... การขับรถไปสองคัน ทั้งเปลืองน้ำมัน ทั้งเพิ่มมลพิษ ปล่อยควันเสีย PM 2.5 โลกยิ่งร้อนๆ อยู่" เขาเริ่มร่ายยาวด้วยตรรกะระดับโลก "ช่วยกันประหยัดพลังงาน ลดโลกร้อน Save The World... ไปรถผมคันเดียว จบ"

กะทิอ้าปากค้าง ฟังตรรกะของเขาแล้วเถียงไม่ออกสักคำ ลดโลกร้อนเนี่ยนะ? คนขับเบนซ์เครื่องยนต์สามพันซีซีมาบอกให้คนขับอีโคคาร์เครื่องพันสองช่วยกันลดโลกร้อน?

"ก็ได้ค่ะ... ยอมแล้วค่ะพ่อคนรักษ์โลก" กะทิถอนหายใจพรืด

หมอภิภพยิ้มกว้างจนตาหยี ซึ่งหาดูได้ยากมาก เขาดูพอใจเหมือนเด็กที่เถียงชนะผู้ใหญ่ เขาเดินนำไปที่รถเบนซ์ แล้วเปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้เธอผายมือเชิญอย่างสุภาพบุรุษ

"เชิญครับคุณผู้หญิง... สารถีพร้อมให้บริการแล้ว"

หลังจากขึ้นรถและขับออกมาจากศูนย์บริการได้สักพัก มุ่งหน้าสู่ร้านอาหารริมแม่น้ำที่เขาจองไว้ หมอภิภพที่ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษก็หันมามองคนข้างๆ ที่นั่งเงียบมองวิวข้างทาง

"กะทิ" เขาเรียก

"คะคุณหมอ?"

"อยู่นอกโรงพยาบาล... ไม่ต้องเรียกคุณหมอก็ได้มั้ง" เขาพูดลอยๆ เหมือนบ่นกับตัวเอง แต่น้ำเสียงจงใจให้เธอได้ยินชัดเจน "ผมไม่ได้ใส่เสื้อกาวน์ ไม่ได้ตรวจคนไข้... เรียกอย่างอื่นเถอะ"

กะทิเลิกคิ้ว หันมามองเขา "แล้วจะให้เรียกว่าอะไรคะ?"

"เรียก 'ภิภพ' เฉยๆ ก็ได้" เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลงกว่าเดิม "หรือจะเรียก... 'พี่ภิภพ' ก็ได้นะ ผมไม่ถือ"

กะทิสตั๊นไปสามวิ แก้มใสเริ่มขึ้นสีระเรื่ออีกครั้ง พี่ภิภพ? จะบ้าเหรอ! อายุห่างกันเกือบยี่สิบปี เป็นพ่อได้เลยนะนั่น จะมาให้เรียกพี่ แล้วหน้าตาตอนพูดน่ะ... ทำไมต้องทำสายตาพราวระยับแบบนั้นด้วย

"เอ่อ... คงไม่ดีมั้งคะ" กะทิปฏิเสธเสียงแข็ง "คุณหมอเป็นผู้ใหญ่กว่ากะทิตั้งเยอะ เป็นถึง ผอ. ให้กะทิเรียกพี่มันดู... ปีนเกลียวค่ะ"

"ปีนเกลียวที่ไหน ผมอนุญาต" เขาตื๊อ "ทีกับลูกค้าในเพจ ยังเรียกพี่ พี่นั่นพี่นี่ได้เลย ทีกับผมทำไมเรียกไม่ได้?"

"ก็ลูกค้าเขาไม่ได้เป็นหมอนี่คะ" เธอยังคงยืนกราน "กะทิชินปากเรียกว่าคุณหมอมากกว่าค่ะ... มันดูให้เกียรติกว่า"

"แต่ผมไม่อยากได้เกียรติ..." เขาพึมพำเสียงเบาจนกะทิได้ยินไม่ถนัด "คะ? ว่าไงนะคะ?"

"เปล่าครับ..." หมอภิภพถอนหายใจยาว เหยียบคันเร่งรถเบนซ์ให้เร็วขึ้นนิดหน่อย "เอาเถอะ อยากเรียกอะไรก็เรียก ตามใจเด็กดื้อ"

เขาหันกลับไปมองถนน ซ่อนรอยยิ้มมุมปากไว้ไม่ให้เธอเห็น ถึงปากจะบอกว่าตามใจ...แต่ในใจเขาก็แอบหมายมั่นปั้นมือไว้แล้วว่า สักวันหนึ่งเขาจะต้องทำให้เธอเรียกเขาว่า 'พี่ภิภพ' ให้ได้ และถ้าจะให้ดีกว่านั้นต้องเรียกด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ ตอนที่อยู่ด้วยกันสองต่อสองเท่านั้นด้วย!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป